kroo8

จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต ดอกเบี้ยคิดยังไง ทำไมบรรทัดดอกเบี้ยแพงกว่าที่คุณคำนวณเท่าตัว

จ่ายไม่ครบแค่บาทเดียว สิทธิปลอดดอกเบี้ยหายทั้งรอบ ธนาคารย้อนคิดจากยอดเต็ม มาดูวิธีกดเลขเองด้วยเครื่องคิดเลขในมือถือ

30 กรกฎาคม 2569

คำถามที่คนค้นหากันมากคือ จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต ดอกเบี้ยคิดยังไง คำตอบสั้น ๆ คือวินาทีที่คุณจ่ายไม่ครบ สิทธิปลอดดอกเบี้ยของรอบนั้นหายไปทั้งรอบ ธนาคารย้อนกลับไปคิดดอกเบี้ยจากยอดใช้จ่ายเต็มจำนวน นับตั้งแต่วันที่รายการถูกบันทึกเข้าบัญชี แล้วคิดอีกก้อนจากยอดที่เหลือหลังหักเงินที่คุณจ่ายไป ต่อไปจนถึงวันสรุปยอดรอบหน้า ดอกเบี้ยจึงมาเป็นคู่เสมอ ไม่ใช่ก้อนเดียว

ตัวเลขที่คิดในหัวกับตัวเลขในใบแจ้งยอด ต่างกันเท่าตัว

สมมติใบแจ้งยอดมา 30,000 บาท คุณจ่ายขั้นต่ำไป 2,400 บาท ในหัวคิดเลขคร่าว ๆ ว่าเหลือค้าง 27,600 บาท ดอกเบี้ย 16% ต่อปี หารสิบสองเดือน ก็น่าจะสามร้อยกว่าบาท เดือนถัดมาเปิดใบแจ้งยอด บรรทัดดอกเบี้ยขึ้นมาเจ็ดร้อยกว่า ไม่มีใครโกงคุณ ธนาคารก็ไม่ได้คิดผิด สิ่งที่ผิดคือภาพในหัวของคุณ

เพราะภาพในหัวคือธนาคารคิดดอกจากยอดที่เหลือ ก้อนเดียว เดือนเดียว ส่วนความจริงคือมีดอกสองก้อนซ้อนกัน ก้อนแรกคิดจากยอดเต็มของรอบนั้น ย้อนไปตั้งแต่วันที่แต่ละรายการถูกบันทึกเข้าบัญชี ไม่ใช่วันที่ใบแจ้งยอดออก ก้อนที่สองคิดจากยอดคงเหลือหลังหักเงินที่คุณจ่าย ไล่ต่อไปจนถึงวันสรุปยอดรอบถัดไป

สี่ตัวเลขที่ต้องหาให้ครบก่อนกดเครื่องคิดเลข

อย่าเพิ่งกดเครื่องคิดเลขถ้ายังไม่มีของสี่อย่างนี้ครบ กดไปก็ได้เลขที่ไม่ตรงกับใบแจ้งยอดอยู่ดี

ข่าวดีคือคุณคำนวณทั้งหมดนี้เองได้ด้วยเครื่องคิดเลขในมือถือ สูตรบรรทัดเดียว ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไร และเมื่อกดเองเป็น คุณจะเห็นสิ่งที่คนจ่ายขั้นต่ำมาสิบปีไม่เคยเห็น คือจำนวนวันมีราคาของมัน ถ้ารูดร้านเล็กแล้วรายการเข้าช้าสองสามวัน วันเริ่มนับก็เลื่อนตาม และวันที่คุณกดจ่ายสำคัญพอ ๆ กับจำนวนเงินที่คุณกดจ่าย

เพดาน 16% ที่ต้องรู้ก่อนเถียงกับใคร

บัตรเครดิตในไทยรวมดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว ต้องไม่เกิน 16% ต่อปีแบบอัตราที่แท้จริง ตัวเลขนี้ใช้เช็กความสมเหตุสมผลของใบแจ้งยอดได้ทันที และอีกจุดที่ต้องทำเครื่องหมายไว้คือยอดที่เกิดจากการกดเงินสดจากบัตร ค่าธรรมเนียมกดเงินสดเก็บได้ไม่เกิน 3% ของยอดที่กด และเก็บแยกจากดอกเบี้ย หนี้ก้อนนั้นจึงติดลบตั้งแต่วันแรก

กฎ 72 ทำให้คุณเลิกจ่ายขั้นต่ำได้ในสามวินาที

เอา 72 หารด้วยอัตราต่อปี ใส่อัตราเป็นตัวเลขเปล่า ๆ คือ 6% ใส่ 6 ไม่ใช่ 0.06 คำตอบที่ได้คือจำนวนปีโดยประมาณที่เงินก้อนนั้นจะกลายเป็นสองเท่า ลองกดกับอัตราสองตัวที่นั่งอยู่ในกระเป๋าคุณจริง ๆ ตอนนี้

ต้นปี 2569 ธนาคารใหญ่สองแห่งปรับดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากดิจิทัลแบบ e-Savings ลงจาก 1.50% เหลือ 1.35% ต่อปี เอา 72 หารด้วย 1.35 ได้ 53 แปลว่าเงินที่นอนนิ่งในบัญชีนั้นต้องรออีกราวห้าสิบสามปีถึงจะเป็นสองเท่า ทีนี้หยิบบัตรเครดิตในกระเป๋าใบเดียวกันขึ้นมา เพดานรวมอยู่ที่ 16% ต่อปี เอา 72 หารด้วย 16 ได้ 4.5

ห้าสิบสามปี กับสี่ปีครึ่ง อยู่ในกระเป๋าเดียวกันทุกวัน ดอกเบี้ยทบต้นเป็นเครื่องจักรตัวเดียวกันเป๊ะทั้งสองฝั่ง สูตรเดียวกัน กลไกเดียวกัน ต่างกันแค่ว่ามันหมุนอยู่ฝั่งไหนของคุณ คำว่าโดยประมาณสำคัญกว่าที่คิด กฎนี้ไม่ได้ออกแบบให้แม่นระดับทศนิยม มันออกแบบมาให้คุณตอบได้ทันทีตอนยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือตอนแกะใบแจ้งยอดในลิฟต์

ถ้ามีหลายก้อนและจ่ายขั้นต่ำทุกใบอยู่แล้ว

อาการที่เจอบ่อยคือปลายเดือนเปิดแอป จ่ายขั้นต่ำบัตรใบแรก ใบที่สอง ค่าผ่อนมือถือ ปิดท้ายด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล เงินหมดพอดีเป๊ะ เดือนถัดมายอดรวมทั้งสี่ก้อนแทบไม่ขยับ นั่นไม่ใช่เพราะรายได้น้อยเกินไป แต่เพราะคุณโรยเงินบาง ๆ ให้เจ้าหนี้ทุกรายเท่ากัน จนไม่มีก้อนไหนถูกทำลายจริงเลยสักก้อน ความยุติธรรมกับเจ้าหนี้ไม่ได้ทำให้คุณเป็นอิสระเร็วขึ้น

สิ่งที่ต้องทำคือกระดาษแผ่นเดียว หนี้ทุกก้อน ห้าช่อง เจ้าหนี้ ยอดคงเหลือ อัตราต่อปี ยอดขั้นต่ำต่อเดือน วันครบกำหนด กรอกให้ครบรวมก้อนที่คุณไม่อยากมอง ช่องที่คนกรอกผิดบ่อยที่สุดคืออัตราต่อปี เพราะเดาจากความรู้สึกว่าแพงหรือไม่แพง ตัวเลขจริงอยู่ในใบแจ้งยอดหรือสัญญาที่คุณเซ็น จำไม่ได้ก็โทรถาม

และถ้าจัดลำดับเองแล้วยังไม่ไหวจริง ให้รู้ว่ามีเส้นแบ่งอยู่ตรงที่คุณควรเลิกแก้เอง แล้วเดินเข้าโครงการที่รัฐเปิดไว้ให้ ในช่วงที่สินเชื่อในระบบตึงตัว สินเชื่อผ่านโรงรับจำนำเคยเร่งตัวขึ้นถึง 18.3% นั่นคือเสียงของคนที่แก้หนี้เองจนสุดทาง โดยไม่มีใครบอกว่ายังมีทางอื่นอยู่

ลงมือคืนนี้

อ่านเต็มได้ที่นี่

บทความนี้ย่อมาจากหนังสือ แนวคิดด้านการเงินที่ต้องเข้าใจก่อนหาเงินเพิ่ม

ดูหนังสือเล่มเต็ม