เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่ คำนวณจากตัวเลขจริงของคุณ ไม่ใช่เงินเดือนคูณหก
3-6 เท่า ไม่ได้คูณกับเงินเดือน แต่คูณกับค่าใช้จ่ายจำเป็น มาขุดเลขจริงจากแอปธนาคาร แล้วรู้ว่าคุณควรอยู่ปลาย 3 หรือ 6
ถ้าคุณกำลังหาคำตอบว่าเงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่ คำตอบคือ 3 ถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนของคุณ ไม่ใช่ 3 ถึง 6 เท่าของเงินเดือน สองตัวเลขนี้เป็นคนละโลกกัน และการหยิบเงินเดือนมาคูณหกคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด บทความนี้จะพาคุณหาตัวเลขจริงของตัวเองจากหลักฐานในแอปธนาคาร ตัดสินว่าคุณควรอยู่ปลาย 3 หรือปลาย 6 แล้วเลือกที่เก็บเงินก้อนนั้นให้ถูก
ทำไมเอาเงินเดือนคูณหกแล้วพลาดตั้งแต่ก้าวแรก
ลองนึกถึงคนที่เงินเดือนเท่ากันเป๊ะสองคน คนหนึ่งนอนบ้านพ่อแม่ กินข้าวที่บ้าน อีกคนเช่าคอนโด ผ่อนรถ ส่งค่าเทอมลูก เป้าเงินสำรองของสองคนนี้ห่างกันได้เป็นเท่าตัว ถ้าทั้งคู่ใช้เงินเดือนเป็นฐานเหมือนกัน คนแรกจะตั้งเป้าสูงเกินความจำเป็นจนเก็บไม่ไหวแล้วท้อ คนที่สองจะเก็บขาดจนไม่ทันใช้ในวันที่จำเป็นจริง
คำถามที่ตัวเลขนี้ต้องตอบมีข้อเดียว ถ้าพรุ่งนี้รายได้หยุดลง เดือนหนึ่งคุณต้องมีเงินเท่าไรถึงจะยังมีที่นอน มีไฟใช้ ไปหาหมอได้ และไม่โดนทวงหนี้ ไม่มีใครหาตัวเลขนี้ให้คุณได้ ค่าเฉลี่ยของประเทศก็ใช้แทนไม่ได้ ต้องขุดจากสเตทเมนต์ของคุณเองเท่านั้น
ขั้นแรก หาค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนจากหลักฐาน ไม่ใช่จากความจำ
ความจำของคนเราลำเอียงเข้าข้างตัวเองเสมอ ถามว่าเดือนหนึ่งใช้ค่ากินเท่าไร คนส่วนใหญ่ตอบต่ำกว่าความจริงราวกับนัดกันไว้ วิธีเดียวที่ได้ตัวเลขจริงคือเปิดหลักฐานย้อนหลังสามเดือน แล้วรวบรวมมาไว้ที่เดียว
- รายการเดินบัญชีจากแอปธนาคาร ทุกบัญชีที่คุณใช้จ่ายจริง
- ใบแจ้งยอดบัตรเครดิตทุกใบ เพราะรายจ่ายจริงอยู่ในใบนั้น
- ประวัติในวอลเล็ตหรือแอปจ่ายเงินที่ผูกไว้
- ยอดกดเงินสดจากตู้ ให้บันทึกเป็นบรรทัดตามยอดที่กด เพราะเงินสดคือจุดที่ตัวเลขมักหายไปทั้งก้อน
เอาทั้งหมดมาเรียงเป็นบรรทัดในสเปรดชีตบนมือถือ หรือสมุดหนึ่งเล่มก็ได้ หนึ่งบรรทัดมีสามช่อง วันที่ จำนวนเงิน และของอะไร ขั้นนี้ยังไม่ต้องตัดสินว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น หน้าที่ของขั้นนี้คือเก็บของให้ครบเท่านั้น ที่ต้องใช้สามเดือนเพราะเดือนเดียวโกหกเก่ง เดือนที่มีงานแต่งกับเดือนที่ไม่มีอะไรเลย ให้ภาพคนละเรื่องกัน
ขั้นที่สอง 3 เดือนหรือ 6 เดือน ตัดสินด้วยคำถามเดียว
สิ่งที่ตัดสินว่าคุณอยู่ปลายไหนไม่ใช่วินัย และไม่ใช่ขนาดเงินเดือน มันคือคำถามข้อเดียวว่า ถ้ารายได้หยุดวันนี้ กี่สัปดาห์กว่าเงินก้อนใหม่จะเข้าบัญชี ใครตอบว่าสามถึงหกก็ได้ เท่ากับยังไม่ได้ตอบ เพราะปลายหนึ่งกับปลายอีกข้างต่างกันเท่าตัว แปลเป็นเวลาเก็บที่ยาวขึ้นสองเท่า
วิธีหาคำตอบคือเปิดแอปธนาคาร เลื่อนย้อนกลับไปหนึ่งปี แล้วมองเฉพาะรายการเงินเข้าอย่างเดียว ปิดตากับค่าเฉลี่ยไปก่อน เพราะค่าเฉลี่ยไม่เคยเป็นเดือนที่ทำคุณเจ็บ สิ่งที่ต้องหาคือช่วงที่ยาวที่สุดที่ไม่มีเงินเข้าเลย
ฟรีแลนซ์จะเห็นช่องว่างนี้ชัด ลูกค้าบอกว่าโอนสิ้นเดือนนี้แน่นอน สิ้นเดือนมาถึงกลายเป็นรอฝ่ายบัญชีปิดรอบ ปิดรอบเสร็จกลายเป็นรอผู้มีอำนาจเซ็น งานส่งครบแล้ว บิลออกแล้ว แต่เงินข้ามไปโผล่ในรอบบิลถัดไป ระหว่างนั้นค่าเช่า ค่าผ่อน ค่าเน็ต ไม่มีใครเลื่อนให้เลยแม้แต่รายการเดียว ส่วนพนักงานประจำที่เงินเข้าวันที่ 25 ไม่เคยพลาด ช่องว่างมักเป็นศูนย์ ความเสี่ยงของคุณไม่ได้อยู่ที่จังหวะการจ่าย แต่อยู่ที่วันที่งานจบ ให้เปลี่ยนคำถามเป็น ถ้าออกจากงานวันนี้ คุณคาดว่าหางานใหม่ที่รับเงินเดือนใกล้เดิมได้ในกี่เดือน แล้วจดคำตอบนั้นไว้
ขั้นที่สาม ผ่าเป้าเป็นสองชั้น ไม่ให้เลิกกลางทาง
คนที่ล้มเหลวกับเงินก้อนนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งเป้าน้อยเกินไป เขาเล็งปลายไกลสุดตั้งแต่วันแรก เห็นยอดเต็มแล้วรู้สึกว่ามันอยู่คนละจักรวาล เดือนที่สามก็หยุดโอน ทางแก้คือผ่าเป้าออกเป็นสองชั้น ให้ชั้นแรกอยู่ใกล้พอที่จะไปถึงก่อนกำลังใจหมด แล้วค่อยไล่ชั้นที่สองต่อ
ขั้นที่สี่ เก็บไว้ที่ไหน เรียงคำถามให้ถูกลำดับ
เงินสำรองฉุกเฉินมีหน้าที่เดียว คือพร้อมใช้ในวันที่หลายอย่างพังพร้อมกัน หน้าที่ของมันไม่ใช่การทำกำไร พอจับหลักนี้แน่น การเลือกที่เก็บจะง่ายขึ้นทันที เพราะคุณจะถามคำถามได้ถูกลำดับ คือ ถอนได้ก่อน ไม่หายก่อน ค่อยงอกทีหลัง
- ถ้าต้องใช้เงินก้อนนี้พรุ่งนี้เช้า คุณเอาออกมาด้วยวิธีไหน ผ่านกี่ขั้นตอน ต้องรอใครอนุมัติหรือเปล่า
- ระหว่างที่จอดอยู่ตรงนั้น เงินต้นมีโอกาสลดลงไหม เงินฝากกับเงินลงทุนตอบข้อนี้ไม่เหมือนกัน และนี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุด
- ได้ผลตอบแทนเท่าไร ข้อนี้อยู่ท้ายสุด เพราะถ้าสองข้อแรกไม่ผ่าน ข้อสามไม่มีความหมายเลย
เงินที่งอกปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์แต่ถอนไม่ทันตอนรถเสีย แพ้บัญชีที่ดอกเบี้ยน้อยกว่าแต่กดได้ตอนตีสอง ตัวเลือกหลักที่คนไทยใช้จริงมีสามที่ คือออมทรัพย์แบบมีสมุด บัญชีดิจิทัลแบบ e-Savings และกองทุนรวมตลาดเงิน สามที่นี้ต่างกันทั้งความเร็วในการเอาเงินออก ความเสี่ยงของเงินต้น และเรื่องที่คนมองข้ามที่สุด คือมีเกราะของกฎหมายคุ้มครองอยู่หรือเปล่า
อ่านป้ายดอกเบี้ยและคำว่าคุ้มครอง 1 ล้าน ให้ออก
ป้ายที่เขียนว่าดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% ต่อปี ทำให้บัญชีออมทรัพย์เดิมของคุณดูโง่ไปเลย แต่พออ่านเงื่อนไขจริงจะเจอว่าเรตนั้นคิดเฉพาะเงิน 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน และให้สูงสุดแค่ 4 ล้านบาท ถัวเฉลี่ยทั้งก้อน 4 ล้านแรกออกมาเหลือราว 1.59% ต่อปี ป้ายไม่ได้โกหก แต่มันพูดไม่หมด และช่องว่างระหว่าง 5.55 กับ 1.59 คือระยะห่างระหว่างคนที่อ่านเงื่อนไขกับคนที่ไม่อ่าน
คำว่าคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท ก็โดนเข้าใจผิดแบบเดียวกัน หลายคนคิดว่าเปิดสามบัญชีในธนาคารเดียวเท่ากับคุ้มครองสามล้าน บางคนคิดว่ากองทุนที่ซื้อผ่านแอปธนาคารได้รับความคุ้มครองไปด้วย ทั้งสองอย่างไม่จริง
ทำต่อได้ทันทีในวันนี้
- ดึงสเตทเมนต์ย้อนหลังสามเดือน บัตรเครดิต และประวัติวอลเล็ต มากองไว้ที่เดียว
- เรียงเป็นบรรทัด วันที่ จำนวนเงิน ของอะไร แล้วหาค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนออกมาเป็นบาท
- ไล่รายการเงินเข้า 12 เดือน หาช่องว่างที่ยาวที่สุด ถ้าเป็นพนักงานประจำให้ประเมินเวลาหางานใหม่แทน
- คูณค่าใช้จ่ายจำเป็นด้วยจำนวนเดือนที่ได้ แล้วผ่าเป็นสองชั้น จดชั้นแรกไว้เป็นเป้าปัจจุบัน
- เลือกที่เก็บด้วยลำดับ ถอนได้ ไม่หาย แล้วค่อยดูดอกเบี้ย พร้อมอ่านเงื่อนไขเรตสูงสุดให้จบ
อ่านเต็มได้ที่นี่
บทความนี้ย่อมาจากหนังสือ แนวคิดด้านการเงินที่ต้องเข้าใจก่อนหาเงินเพิ่ม
ดูหนังสือเล่มเต็ม