หนีห่าว ออกเสียงยังไง ให้ไม่เหมือนหุ่นยนต์: nǐ hǎo ที่จริงคือ ní hǎo
บนกระดาษเขียน nǐ hǎo แต่คนจีนพูดว่า ní hǎo อ่านกฎเสียงสามชนเสียงสามให้จบในห้านาที พร้อมท่าซ้อมที่แก้ปากได้จริง
คำตอบสั้นที่สุดคือ 你好 ออกเสียงว่า ní hǎo ไม่ใช่ nǐ hǎo ตามที่พินอินเขียนไว้บนหน้ากระดาษ พยางค์แรกต้องยกขึ้นเป็นเสียงสอง คือไต่จากกลางไปสูงจบในหนึ่งจังหวะ แล้วพยางค์หลังจึงเป็นเสียงสาม ถ้าคุณเคยฟังคนจีนคุยกันแล้วรู้สึกว่าทำไมไม่เหมือนที่เราท่องมา หูคุณไม่ได้เพี้ยน คุณได้ยินถูกแล้ว
你好 เป็นคำที่คนไทยรู้จักก่อนจะรู้จักพินอินด้วยซ้ำ และเป็นคำที่ออกเสียงคลาดกันมากที่สุด ไม่ใช่เพราะจำผิด แต่เพราะอ่านตรงตามที่พินอินเขียนไว้เป๊ะ ๆ
กฎข้อเดียวที่ต้องจำ: เสียงสามชนเสียงสาม ตัวหน้าต้องยอมถอย
ทุกครั้งที่พยางค์เสียงสามสองตัวมาชนกัน พยางค์หน้าเปลี่ยนเป็นเสียงสอง พยางค์หลังยังคงเป็นเสียงสามเต็มรูป ไม่มีข้อยกเว้น ดูตัวอย่างที่คุณจะเจอทุกวัน
- 你好 nǐ hǎo พูดจริงว่า ní hǎo
- 很好 hěn hǎo พูดจริงว่า hén hǎo
- 水果 shuǐ guǒ ที่แปลว่าผลไม้ พูดจริงว่า shuí guǒ
- 老板 lǎo bǎn ที่แปลว่าเถ้าแก่หรือเจ้าของร้าน พูดจริงว่า láo bǎn
เรื่องที่กวนใจกว่ากฎเองคือ พินอินไม่เคยเขียนการเปลี่ยนนี้ลงไป เครื่องหมายบนกระดาษยังเป็นเสียงสามอยู่ตลอด คนที่รู้กฎก็ปรับปากเอาเอง คนที่ไม่รู้ก็พูดผิดไปเป็นปีโดยไม่มีใครทัก
ทำไมภาษาจีนต้องเปลี่ยน เหตุผลอยู่ที่รูปเสียง
วรรณยุกต์จีนวัดเป็นตัวเลขได้ โดยระดับ 1 คือจุดต่ำสุดของช่วงเสียงคุณ และระดับ 5 คือจุดสูงสุด ตัวเลขบอกว่าเสียงเริ่มที่ไหน ผ่านที่ไหน จบที่ไหน
- เสียงที่ 1 คือ 55 ขึ้นไปนั่งที่ระดับ 5 แล้วอยู่ที่นั่นจนจบพยางค์ เป็นเส้นตรงแนวนอน
- เสียงที่ 2 คือ 35 เริ่มกลาง ๆ แล้วไล่ขึ้นไปจบที่เพดานเดียวกับเสียงที่ 1
- เสียงที่ 3 คือ 214 เริ่มค่อนไปทางต่ำ ลงไปแตะก้นเสียงก่อน แล้วยกกลับขึ้นมาค่อนไปทางสูง มีสามจุด ไม่ใช่สองจุด
- เสียงที่ 4 คือ 51 จากเพดานร่วงถึงพื้นภายในพยางค์เดียว
เมื่อเห็นตัวเลขแล้วเหตุผลก็ชัดขึ้นทันที เสียงสามคือ 214 ต้องลงไปที่ก้นแล้วยกกลับขึ้น ถ้าทำสองรอบติดกันในเวลาไม่ถึงวินาที ปากต้องมุดลงและโผล่ขึ้นสองครั้ง หนักและช้าเกินกว่าที่ภาษาพูดจริงจะยอม ภาษาจีนจึงยกพยางค์หน้าให้เป็น 35 ซึ่งเป็นการไต่ขึ้นตรง ๆ ครั้งเดียว
ข้อได้เปรียบของคนไทยในคำนี้
35 อยู่ใกล้เสียงจัตวาที่มีอยู่ในปากคุณแล้ว นี่ไม่ใช่การปลอบใจ งานวิจัยที่เอาผู้เรียนภาษาจีนจากคนละภาษาแม่มาเทียบกันพบว่า กลุ่มที่ภาษาแม่มีวรรณยุกต์ ซึ่งคนไทยอยู่ในกลุ่มนี้ ออกเสียงวรรณยุกต์จีนได้แม่นกว่ากลุ่มที่ภาษาแม่มีระบบวรรณยุกต์เล็กกว่า
แปลว่าสิ่งที่คุณต้องฝึกจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเสียง แต่คือการมองเห็นสัญญาณว่าเมื่อไรต้องสลับ ตอนแรกให้พูดช้าลงครึ่งหนึ่งแล้วสลับให้ทัน ความเร็วเดี๋ยวมาเอง
ท่าซ้อมหนีห่าวออกเสียงยังไงให้ติดปาก
วางฝ่ามือไว้ที่หน้าอกเพื่อรู้สึกจังหวะ แล้วทำสามขั้นนี้
- พูด ní ให้เสียงไต่ขึ้นและจบในจังหวะเดียว ห้ามลงต่ำก่อนแล้วค่อยขึ้น ถ้าคุณรู้สึกว่าเสียงมุดลงก่อน นั่นคือคุณยังพูดเสียงสามอยู่
- ปล่อย hǎo ทิ้งลงต่ำ
- ถ้า hǎo เป็นคำท้ายวลีจริง ๆ ให้ลงต่ำแล้วยกกลับขึ้นตามรูปเต็ม 214 ได้เต็มที่ แต่ถ้าคุณจะต่อประโยคถัดไปทันที ให้ลงต่ำแล้วค้างไว้แค่นั้น ไม่ต้องยกกลับ
ข้อสุดท้ายคือของที่เจ้าของภาษาใช้แทบทุกครั้ง เรียกว่าครึ่งเสียงสาม คือรูปเต็มที่ลงแล้วขึ้นถูกตัดครึ่งเหลือแค่ท่อนลง คนที่ยกกลับขึ้นครบทุกพยางค์คือคนที่ประโยคฟังเป็นเสียงหุ่นยนต์
อีกเรื่องที่คนไทยพลาดตอนจดในสมุด
เสียงที่หูได้ยินมาถูก แต่ขีดวางผิดตัว จึงเกิดคำอย่าง húi กับ jíu เต็มหน้าสมุด ผลที่ตามมาน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะเวลาเปิดสมุดกลับมาอ่านเอง ปากจะออกเสียงตามที่ตาเห็น คุณจึงท่องคำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความขยันของตัวเอง
วิธีกันไว้ง่ายมาก จำว่าเครื่องหมายวรรณยุกต์ลงบนสระเท่านั้น ไม่มีวันไปอยู่บน zh, sh, n หรือ ng และไม่เคยเกาะตัวสะกด ก่อนตัดสินอะไร เอาดินสอวงกลุ่มสระในพยางค์นั้นก่อน shuo วงที่ uo, dui วงที่ ui, dian วงที่ ia, zhong วงเหลือแค่ o ตัวอักษรที่อยู่นอกวงหมดสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ท่านี้ได้ผลเพราะมันบีบสนามตัดสินใจให้เหลือหนึ่งหรือสองตัวอักษร เล็กพอที่จะตัดสินในหัวได้ในวินาทีเดียว
เช็คตัวเองในสามนาที
หยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น ลากเส้นแนวนอนห้าเส้นเหมือนบรรทัดโน้ตดนตรี แล้ววาดเส้นทั้งสี่เสียงลงไปตามตัวเลข 55, 35, 214, 51 จากความจำ พอเห็นเป็นภาพ คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมเสียง 2 กับเสียง 3 ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทั้งที่ทั้งคู่ลงท้ายด้วยการขึ้น เพราะเสียง 3 ต้องลงไปให้ถึงก้นก่อนจึงจะขึ้นได้
จากนั้นอัดเสียงตัวเองพูด ní hǎo, hén hǎo และ láo bǎn ทีละคำ แล้วฟังย้อน ถ้าพยางค์หน้าไต่ขึ้นครั้งเดียวโดยไม่มุดลงก่อน แปลว่าปากคุณจับกฎได้แล้ว และนอกจากสี่เสียงที่มีเครื่องหมายกำกับ ยังมีเสียงเบาซึ่งไม่มีเครื่องหมายเลย นับรวมเป็นห้ารูปเสียงที่คุณต้องแยกออกจากกันให้ได้ในระยะยาว
อ่านเต็มได้ที่นี่
บทความนี้ย่อมาจากหนังสือ ภาษาจีนพื้นฐานสำหรับคนไทยที่เริ่มจากศูนย์
ดูหนังสือเล่มเต็ม